6 เสาหลักสู่หัวใจที่อบอุ่น พลังแห่งการเชื่อมโยงสู่สายสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

คลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู
คลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู
-
15 ม.ค. 2569
-
#

เสาหลักทั้ง 6 ของเวชศาสตร์วิถีชีวิต ได้แก่ อาหารและโภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การหลีกเลี่ยงสารอันตราย การจัดการความเครียด และเสาหลักสุดท้ายคือ ความสัมพันธ์ทางสังคม (Connectedness) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะทางอารมณ์ อย่างไรก็ตามผู้คนมักมองข้ามผลกระทบที่มีต่อสุขภาพกาย ทั้งที่ความสัมพันธ์ทางสังคม สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายเพิ่มขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์ลดลง และคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น

ความสัมพันธ์ทางสังคม ประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการ ได้แก่

  1. โครงสร้าง (Structure) - สะท้อนถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนหลากหลายในชีวิตประจำวัน เช่น ขนาดของเครือข่ายสังคม (Network size) สถานภาพสมรส (โสดหรือแต่งงานแล้ว)
  2. บทบาท (Function)สะท้อนถึงการเข้าถึงผู้คนที่สามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายและความต้องการของตนเอง ทั้งในด้านการรับรู้ถึงความช่วยเหลือที่มีอยู่ (Perceived support) และความช่วยเหลือที่ได้รับจริง (Received support)
  3. คุณภาพ (Quality)สะท้อนถึงลักษณะเชิงบวกของความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เช่น ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ หรือแรงกดดันในความสัมพันธ์

การประเมินความสัมพันธ์ทางสังคมที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพ ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนบุคคลในความสัมพันธ์ แต่ยังคำนึงถึงในเรื่องของความไว้วางใจและคุณภาพของความสัมพันธ์

ความเชื่อมโยงระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมกับภาวะสุขภาพ เกิดขึ้นได้ทั้งในด้านพฤติกรรม จิตวิทยาและชีววิทยา ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมักมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และการมีกิจกรรมทางกายน้อย นอกจากนี้ ความเครียดจากความโดดเดี่ยวยังกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ซึ่งส่งผลเสียต่อภาวะสุขภาพได้

สายใยทางสังคม สายสัมพันธ์และความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

การเชื่อมโยงทางสังคม มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเรื้อรังต่าง ๆ มากมาย ตัวอย่างการศึกษาหนึ่งพบว่า ปัจจัยความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี ทั้งในแง่โครงสร้าง (การสมรส/มีคู่ชีวิต การอาศัยอยู่กับผู้อื่น การเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน หรือพบปะสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนฝูง) บทบาท(การมีผู้ที่ไว้ใจได้ให้ปรึกษา) และคุณภาพ (การไม่รู้สึกโดดเดี่ยว) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะความจำบกพร่องเล็กน้อย (Mild cognitive impairment) ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) และยังสัมพันธ์กับอัตราการตายที่ลดลง

ความสัมพันธ์ทางสังคมไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะการป้องกันโรคเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้ป่วยที่อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวมักมีผลการรักษาโรคที่ไม่ดี และมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมดีถึง 28%

ในสังคมที่มีความกลมเกลียวและเอื้อเฟื้อเกื้อกูลระหว่างเพื่อนบ้าน พบว่ามีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลงถึง 22% งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมจากคนรอบข้าง สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมากขึ้น ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์ได้ดี และมีความเครียดลดลง

สำหรับผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง การมีสายสัมพันธ์ที่ดีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแรงจูงใจในการมีชีวิตอยู่ การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่พบว่า ผู้ที่มีความใกล้ชิดกับผู้คนและได้รับการสนับสนุนทางสังคมที่ดี จะมีระดับของสารอักเสบ IL-6 ต่ำกว่า ซึ่งสารอักเสบ IL-6 ที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับการดำเนินของโรคที่แย่ลง

อีกหนึ่งการศึกษาในผู้ชาย พบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง หรืออาศัยอยู่กับคนเพียงหนึ่งคนในบ้าน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่มีคนอย่างน้อยสามคน โดยเมื่อจำนวนคนที่อาศัยอยู่ในบ้านเพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น 3 คน อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง

เริ่มสร้างสายสัมพันธ์ สานสุขภาพและหัวใจ

  • ทำงานจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจ เพิ่มความสุขและเปิดโอกาสให้ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ สามารถเลือกทำได้ทั้งในชุมชน หรือผ่านช่องทางออนไลน์ หรือกลุ่มคนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน
  • เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนา หรือกลุ่มที่มีความเชื่อทางจิตวิญญาณเหมือนกัน
  • รับเลี้ยงสัตว์จากศูนย์พักพิง หรือเข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับกลุ่มคนรักสัตว์
  • เข้าร่วมกิจกรรมสังคมและวัฒนธรรม เช่น งานกีฬา งานแสดงดนตรี งานแสดงศิลปะ หรือการเดินขบวนพาเหรด
  • เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยการลงทะเบียนเรียนคอร์สหรืออบรมในหัวข้อที่สนใจ

เสริมสายสัมพันธ์ เพิ่มพลังสุขภาพ

  1. ให้ความสำคัญกับผู้คนรอบตัว พยายามเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ที่พบเจอบ่อยในแต่ละสัปดาห์ให้มากขึ้น
  2. มองโลกในแง่ดี ส่งต่อพลังงานบวกให้แก่กันเมื่อมีโอกาส
  3. ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ใหม่ ๆ ร่วมกัน
  4. อยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือ เมื่อมีใครสักคนต้องการกำลังใจหรือความช่วยเหลือ
  5. เปิดใจและยืดหยุ่น สนับสนุนและชื่นชมสิ่งดี ๆ ในชีวิตของผู้อื่น

ความสัมพันธ์ทางสังคมส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพอารมณ์ การดูแลความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับที่มีคุณภาพ การหลีกเลี่ยงสารอันตราย และการจัดการความเครียด เพื่อให้ครบทั้ง 6 เสาหลักของเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพราะความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี คือแรงสนับสนุนสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมให้การดูแลสุขภาพดำเนินไปอย่างครบถ้วน สมดุล และยั่งยืน

โดย ทีมแพทย์ BDMS Wellness Clinic Institute

และสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุุงเทพ (BARSO)

รายการอ้างอิง

  1. Proctor AS, Barth A, Holt-Lunstad J. A healthy lifestyle is a social lifestyle: The vital link between social connection and health outcomes. Lifestyle Medicine. 2023;4(4):e91.
  2. Mahalingam G, Samtani S, Lam BCP, Lipnicki DM, Lima-Costa MF, Blay SL, et al. Social connections and risk of incident mild cognitive impairment, dementia, and mortality in 13 longitudinal cohort studies of ageing. Alzheimer's & Dementia. 2023;19(11):5114-28.
  3. Martino J, Pegg J, Frates EP. The Connection Prescription: Using the Power of Social Interactions and the Deep Desire for Connectedness to Empower Health and Wellness. Am J Lifestyle Med. 2017;11(6):466-75.
  4. American College of Lifestyle Medicine. Lifestyle Social Connections [Internet]. 2022 [cited 2025 Nov 10]. Available from: https://assets.ctfassets.net/pxcfulgsd9e2/z7yjs15qgahGN76IRArkE/6d52352367adff7c50e40a142072ceb2/American_College_of_Lifestyle_Medicine_Lifestyle_Social_Connections.pdf

Share:

@2020 BDMS Wellness Clinic. All rights Reserved