ย้อนกลับ

ทานแคลเซียมอย่างไรให้เพียงพอ?

แคลเซียมสำคัญยังไงกับร่างกาย

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบได้ 1-2% ของน้ำหนักร่างกายผู้ใหญ่ และถือว่าเป็นส่วนประกอบหลักของแร่ธาตุในเนื้อเยื่อ แคลเซียมจึงจำเป็นต่อการเติบโตของร่างกาย รวมถึงการพัฒนาและบำรุงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงแค่ในเด็กวัยกำลังเจริญเติบโด แต่ยังมีสำคัญต่อร่างกายของทุกคนตลอดช่วงชีวิตอีกด้วย

ทางเลือกที่ดีที่สุดคือมาจากอาหาร

โดยปกติแล้วนอกจากคุณจะสามารถได้รับแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์จากนมแล้ว ยังมีอาหารชนิดอื่น ๆ ที่ให้แคลเซียมสูงเช่นกัน เช่น ธัญพืช เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว เป็นต้น ดังนั้นผู้บริโภคควรศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่มีแคลเซียม เพื่อการเลือกรับประทานอาหารอย่างหลากหลาย และการได้รับแคลเซียมจากอาหารยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมได้มาเพียงพอกับความต้องการของร่างกายของเขา

แต่ทำไมทานเท่าไหร่ ร่างกายก็ยังได้รับไม่เพียงพอ

หากแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับแคลเซียมจากอาหารเพียงอย่างเดียวแล้วเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน หากคุณมีภาวะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม (Lactose Intolerance), เป็น Vegan รวมถึงไม่ชอบทานผลิตภัณฑ์นม อาจพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับแคลเซียมให้เพียงพอ

อีกทั้งยังมีอีกสาเหตุที่แม้ว่าจะรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมเยอะหรือเพียงพอแล้วก็ตาม ก็ยังพบว่าแคลเซียมที่ได้รับยังคงไม่เพียงพอ นั่นมาจากปฏิกิริยานึงที่เรียกว่า “Calcium Paradox” ซึ่งอธิบายถึงความเกี่ยวข้องของกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบ (Sulfur amino acid) และอัตราส่วนของฟอสฟอรัสที่มีในนม โดยในนมวัวมีกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์สูงเป็นส่วนประกอบ ทำให้สภาวะเป็นกรดในร่างกายสูงขึ้น ทำให้แคลเซียมในกระดูกถูกสลายเพื่อนำมาใช้ในการปรับลดความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้อัตราส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัส ในนม ยังมีผลทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมของแคลเซียมลดน้อยลงและอาจเกิดการสลายแคลเซียมจากกระดูกเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากปริมาณ ฟอสฟอรัสที่สูงเกินไป (แคลเซียมต่อฟอสฟอรัส คือ 1.3 ต่อ 1) ซึ่งอัตราส่วนที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกคือ 2:1

ไม่เพียงแต่เรื่องพฤติกรรมการบริโภคนั้น ไลฟ์สไตล์อื่นๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์, คาเฟอีน, น้ำอัดลมในปริมาณมาก, การสูบบุหรี่, และ การออกกำลังกายน้อย ก็เป็นสาเหตุให้ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ การรับประทานแคลเซียมเสริม จึงเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพ

 

Reference